วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

Thailand 4.0

Thailand 4.0 ประเทศไทย 4.0 คืออะไรหลายท่านคงได้ยินกันบ่อยๆกับคำว่า Thailand 4.0 ( ไทยแลนด์ 4.0 ) แล้ว Thailand 4.0 คืออะไร นโยบายนี้จะช่วยพัฒนาประเทศของเราได้อย่างไร มาทำความรู้จักกัน

Thailand 4.0 คืออะไร - ไทยแลนด์ 4.0 คืออะไร
Thailand 4.0  (ไทยแลนด์ 4.0) เป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ….ซึ่งกว่าจะมาเป็น Thailand 4.0 ( ไทยแลนด์ 4.0 ) ก็ต้องผ่าน 1.0 2.0 และ 3.0 กันมาก่อน
  • Thailand 1.0 ( ไทยแลนด์ 1.0 ) ก็คือยุคของเกษตรกรรม คนไทยปลูกข้าว พืชสวน พืชไร่ เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ นำผลผลิตไปขาย สร้างรายได้และยังชีพ
  • Thailand 2.0 ( ไทยแลนด์ 2.0)  ซึ่งก็คือยุคอุตสาหกรรมเบา ในยุคนี้เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วย เราผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องดื่ม เครื่องเขียน เครื่องประดับเป็นต้น ประเทศเริ่มมีศักยภาพมากขึ้น
  • Thailand 3.0 ( ไทยแลนด์ 3.0 ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน ) เป็นยุคอุตสาหกรรมหนัก เราผลิตและขายส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ ปูนซีเมน เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเน้นการส่งออก
Thailand 4.0 คืออะไร - ไทยแลนด์ 4.0 คืออะไร
ในช่วงแรก Thailand 3.0 ( ไทยแลนด์ 3.0 ) เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันกลับเติบโตเพียงแค่ 3-4% ต่อปีเท่านั้น ประเทศไทยจึงตกอยู่ช่วงรายได้ปานกลางมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ในขณะที่ทั่วโลกมีการแข่งขันที่สูงขึ้น เราจึงต้องเปลี่ยนสู่ยุค Thailand 4.0 ( ไทยแลนด์ 4.0 ) เพื่อให้ประเทศไทยได้มีโอกาสกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง

ในปัจจุบันประเทศไทยยังติดอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจแบบ “ทำมาก ได้น้อย” จึงต้องการปรับเปลี่ยนเป็น “ทำน้อย ได้มาก” ก็จะต้องเปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” และเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วย
  • ภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม
  • อย่างการเกษตรก็ต้องเปลี่ยนจากการเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารจัดการและใช้เทคโนโลยีหรือ Smart Farming โดยเกษตรกรต้องร่ำรวยขึ้น และเป็นเกษตรกรแบบเป็นผู้ประกอบการ
  • เปลี่ยนจาก SMEs แบบเดิมไปสู่การเป็น Smart Enterprises และ Startups ที่มีศักยภาพสูง
  • เปลี่ยนจากรูปแบบบริการแบบเดิมซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง
  • เปลี่ยนจากแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูง
โมเดลของ Thailand 4.0 ( ไทยแลนด์ 4.0 ) นั่นคือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
Thailand 4.0 คืออะไร - ไทยแลนด์ 4.0 คืออะไร
ซึ่งโมเดลนี้จะสำเร็จได้ ต้องใช้แนวทาง สานพลังประชารัฐ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ธนาคาร ประชาชน สถาบันศึกษาและสถาบันวิจัยต่างๆ ประกอบกับการส่งเสริม SME และ Startup เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมต้องมีโครงสร้างด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมที่มีคุณภาพ มีอินเตอร์เน็ตที่คลอบคลุมประชากรมากที่สุด เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนได้อย่างไม่สะดุด
โครงสร้างของ ICT ก็จะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ เราจะก้าวข้ามผ่านกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง ในยุค Thailand 4.0 ( ไทยแลนด์ 4.0 ) ได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายให้ได้
อย่างไรก็ตาม ส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้ นโยบาย Thailand 4.0 ( ไทยแลนด์ 4.0 ) ประสบผลได้เร็วขึ้น และ จะทำให้คนไทยมีรายได้สูงได้ ก็คือ เราคนไทยนี่เอง คือคนไทยที่มีความสามารถ และมีความพยายาม ตั้งใจคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่มีคุณค่าสูง ซึ่งภาคส่วนต่างๆก็ได้พยายามช่วยกันผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้ ให้เป็นกำลังของประเทศ ด้วยการสนับสนุนในทุกๆด้าน ทั้งด้านการฝึกอบรม เงินทุนสนับสนุน ด้านกำลังใจและความเชื่อมั่น ว่าคนไทยก็สามารถทำได้

อัธยาตมวิทยา : ความรู้ที่เกี่ยวกับจิตใจของคน

อัธยาตมวิทยา : ความรู้ที่เกี่ยวกับจิตใจของคน



          นิรมล ตีรณสาร สวัสดิบุตร (2548 : 7-8) ได้กล่าวไว้ว่า หนังสืออัธยาตมวิทยา 
(อ่านว่า อัด-ทะ-ยาด-ตะ-มะ-วิด-ทะ-ยา) หมายถึง ความรู้ที่เกี่ยวกับจิตใจของคน 
ซึ่งเป็นความรู้ที่ผู้เป็นครูจำเป็นต้องรู้ เพราะงานกับคน เป็นตำราวิชาครูของกรมศึกษาธิการ
ที่เขียนโดย ขุนจรัสชวนะพันธ์ (สารท สุทธเสถียร) พิมพ์เผยแพร่ในปี ร.ศ. 125 (พ.ศ.2449) 
อาจารย์ผู้สอนวิชาจิตวิทยาการศึกษาในสถาบันผลิตครูยิ่งควรอ่าน ละเชิญชวนให้นิสิต 
นักศึกษาอ่านด้วย และเสนอแนวคิดเพิ่มเติมว่า ในการเขียนตำรา ควรอ่านแล้วปรับปรุงตำรา 
ให้ทันสมัยเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม พยายามให้ได้ใจความและเลือกสรรเฉพาะ
เรื่องที่จำเป็นสำหรับครูจริงๆ  ตลอดจนการใช้วิธีเขียนและภาษาที่เข้าใจง่ายเช่นเดียวกับ
ตำราอัธยาตมวิทยานี้แสดงตัวอย่างไว้ หนังสืออัธยาตมวิทยา แบ่งเป็นตอนใหญ่ๆ 10 ตอน คือ

            1. วิทยาศาสตร์แห่งร่างกายและวิทยาศาสตร์แห่งจิตใจ ซึ่งเน้นว่า 

ครูที่ดีจะต้องรู้อาการของจิตใจนักเรียนให้ละเอียด เหมือนแพทย์ที่ต้องรู้อาการของร่างกายคนไข้
            2. ลักษณะทั้งสามของจิตใจ (ความกระเทือนใจ ความรู้ ความตั้งใจ) 
มีการแบ่งชั้นของความเจริญของจิตใจไว้ 3 ชั้น คือ อายุ 1-7 ปี 7-14 ปี และ 14-21 ปี 
ซึ่งเป็นช่วงอายุของคนที่ที่เป็นลูกศิษย์ของครูอาจารย์
            3. ความสนใจ มีสองชนิด คือ ที่เกิดขึ้นเอง และที่ต้องทำให้เกิดขึ้น
            4. ความพิจารณา มีการเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่าเด็กกรุงเทพฯ กับเด็กบ้านนอก
มีความพิจารณาต่างกันอย่างไร และครูของเด็กทั้งสองพวกนี้ควรส่งเสริมเด็กต่างกันอย่างไร 
นอกจากนี้ยังมีข้อแนะนำที่น่าสนใจสำหรับครูในการสอนวิชาต่างๆ เช่น 
ภูมิศาสตร์ ไวยากรณ์ พงศาวดาร การเขียนลายมือและวาดรูป
            5. ความเจริญของอาการทั้งห้า (รู้สึก เห็น ฟัง ชิม ดม) มีการกล่าวถึงหน้าที่ของครู
ในการหัดอาการทั้ง 5 และบอกวิธีหัดอาการบางชนิดไว้ด้วย เช่น หัดให้รู้จักสี หัดให้รู้จักรูป 
หัดให้รู้จักหนทางไกล (การวัดการคาดคะเน) หัดให้รู้จักรูปด้วยการสัมผัส 
หัดอาการฟังด้วยการอ่าน-ด้วยเพลง หัดอาการดมและอาการชิม
            6. ความจำ มีเรื่องลืมสนิท และลืมไม่สนิท จำได้และนึกออก ชนิดของความจำ
และเรื่องที่ครูควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง คือ สิ่งที่ครูควรถือเป็นหลักในเวลาที่จะให้นักเรียนจำ 
สิ่งที่ควรให้นักเรียนท่องขึ้นใจ และสิ่งที่ไม่ควรให้นักเรียนท่อง
            7. ความคิดคำนึง วิธีฝึกหัดความคิดคำนึงให้ดีขึ้น วิธีฝึกหัดความคิดคำนึงให้ดีขึ้น 
มีการเสนอว่าบทเรียนที่ช่วยฝึกหัดความคิดคำนึงของเด็กได้ดีที่สุดคือ พงศาวดาร 
และภูมิศาสตร์ และแม้แต่หนังสือเรื่อง ยักษ์หรือผีสางเทวดาที่ผู้ใหญ่เห็นว่าไร้สาระ 
ก็ช่วยหัดให้เด็กมีความคิดคำนึงได้
            8. ความตกใจ เกิดจากอาการ 2 อย่าง คือ การเปรียบเทียบและการลงความคิดเห็น 
มีตัวอย่างบทเรียนที่ช่วยฝึกหัดความตกใจ เช่น การเขียนหนังสือ และวาดรูป 
บทเรียนสำหรับหัดมือ (พับ ตัด ปั้น) การกระจายประโยคตามตำราไวยากรณ์ เลข การเล่นออกแรง
            9. ความวิเคราะห์ มีการแสดงตัวอย่างวิธีการสอน 2 แบบ คือ แบบ “คิดค้น” 
(induction) และแบบ “คิดสอบ” (deduction) มีการเปรียบเทียบให้ดูว่าคิดค้นกับคิดสอบแตกต่างกันอย่างไรและมีประโยชน์แก่การศึกษาต่างกันอย่างไร ครูจะได้เลือกว่าเมื่อใดควรให้นักเรียนคิดค้น เมื่อใดให้คิดสอบ และมีตัวอย่างวิธีสอนเรื่องกริยาวิเศษณ์ที่แสดงขั้นตอนการสอนให้ดู 11 ขั้นตอน ซึ่งเป็นการคิดค้น แล้วต่อด้วยอีก 2 ขั้นตอน ซึ่งเป็นการคิดสอบการใช้วิธีการสอนรวมกันทั้งคิดค้นและคิดสอบเช่นนี้ ท่านเรียกว่า วิธีสำเร็จ และบอกว่าเป็นวิธีที่ดีกว่าวิธีอื่นๆ
            10. ความเข้าใจ มีการให้ตัวอย่าง คำจำกัดความ ลักษณะแห่งความเข้าใจ 
และบอกวิธีสอนที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูทุกคนปรารถนา
            วิชาอัธยาตมวิทยาต่อมาเป็นวิชาจิตวิทยาในหลักสูตรผลิตครูในหลายสถาบัน 
คือ เรียนรู้หลักวิชาจิตวิทยาที่จะเป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน
 (จรัส ชวนะพันธ์ (สารท สุทธเสถียร)ขุน (2548) นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช)

การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design)


การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design)

                   การกําหนดจุดหมายที่พึงประสงค์ในการสอนเพื่อความเข้าใจครูจะพิจารณาว่านักเรียนมีความรู้ พื้นฐานที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและน่าจะรู้อะไรบ้างแล้ว จากนั้นกําหนดขอบข่ายให้แคบลงว่านักเรียนควรมีสิ่งที่ จําเป็นต้องรู้และจําเป็นต้องทํา นักเรียนควรทําความเข้าใจในเรื่องใด และควรทําอะไรได้บ้าง ควรมีความ เข้าใจที่ยั่งยืนอะไรบ้าง ครูจะต้องพิจารณาวิธีการประเมิน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมการเรียนการสอน จะต้องลุ่มลึกกว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก (ระบุหลักฐานและเกณฑ์ในการประเมินผลชัดเจน) จึงจะสามารถพัฒนาให้เกิดความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้ง

การออกแบบการเรียนรู้แบบย้อนกลับ (Backward Design)
                   Wiggin ได้เสนอเสนอกระบวนการออกแบบ การเรียนรู้ที่ย้อนกลับ จากจุดหมายการเรียนรู้และ มาตรฐานที่กําหนดไว้ โดยเริ่มจากจุดหมายการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ จากนั้นจึงออกแบบหลักสูตร ออกแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ และออกแบบการประเมินผลการเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน เริ่มจากจะวิเคราะห์ตั้งแต่ ช่วงแรกของการออกแบบหลักสูตรว่า หากนักเรียนบรรลุจุดหมายที่กําหนดไว้ จะต้องพิจารณาจากสิ่งใด หรือจากหลักฐานอะไร จึงจะถือว่านักเรียนได้เกิดความเข้าใจในระดับที่พึงประสงค์ วิธีการนี้จะช่วยให้ครูมี ความชัดเจนในเรื่องจุดหมาย และออกแบบให้มีความสอดคล้องกันระหว่างกิจกรรมการเรียนการสอนและ จุดหมายที่พึงประสงค์ การออกแบบแบบย้อนกลับ (backward design)จะมี ขั้นตอนดังนี้
                            1 การกําหนดจุดหมายในการจัดการเรียนรู้ 
                            2 การกําหนดหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนได้บรรลุจุดหมายการเรียนรู้ที่กําหนดไว้
                            3 การวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ การกําหนดจุดหมายในการจัดการเรียนรู้
                 การกำหรดจุดหมายในการจัดการเรียนรู้
                 ผู้สอนจะพิจารณาว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่เป็นสาระสําคัญและรู้อะไรแล้ว กําหนดขอบข่ายว่า นักเรียนจําเป็นต้องรู้สาระอะไร และจะต้องทําอะไรได้ ผู้เรียนควรทําความเข้าใจในเรื่องใด ควรทําอะไรได้ บ้าง และควรมีความเข้าใจที่ลุ่มลึกและยั่งยืนในเรื่องใด Wiggin ได้เสนอเกณฑ์พิจารณากําหนดจุดหมาย ประการ ได้แก่
                      1. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น เป็นประเด็นหลักที่จะมีคุณค่านอกบริบทการเรียนการสอน ในห้องเรียนหรือไม่ ความเข้าใจที่ยั่งยืนต้องไม่เป็นเพียงข้อมูลหรือทักษะ เฉพาะเรื่องเท่านั้น แต่จะต้องเป็น เรื่องหลัก ประเด็นหลัก ที่สามารถนําไปปรับประยุกต์ในสถานการณ์อื่นๆ นอกห้องเรียน
                       2. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น เป็นหัวใจของศาสตร์ ที่เรียนหรือไม่ นักเรียนควรมีโอกาส ผ่านกระบวนการของศาสตร์นั้น ๆ เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าองค์ความรู้ในศาสตร์นั้นๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร
                       3. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจ เพียงใด มีเนื้อหาสาระเป็นจํานวนมากที่ซับซ้อน ยาก และเป็นนามธรรมเกินที่นักเรียนจะเข้าใจได้ด้วย ตนเอง หัวข้อเหล่านี้ ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรบรรจุในการเรียนการสอนมากกว่าเนื้อหาที่เข้าใจ ง่าย ที่นักเรียนอาจเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
                       4. จุดหมายในการจัดการเรียนรู้นั้น เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของนักเรียน มีหลายหัวข้อ หลาย กิจกรรมที่นักเรียนสนใจตามวัยอยู่แล้ว สามารถเลือกมาใช้เพื่อเป็น “ประตู” ไปสู่เรื่องอื่นที่ใหญ่กว่า หาก สามารถเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนไปสู่เรื่องที่นักเรียนสนใจ จะช่วยทําให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าต่อเนื่องด้วยตนเอง ต่อไป
                 การวางแผนการจัดการเรียนรู้
                  เมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับจุดหมายการเรียนรู้และหลักฐานที่เป็นรูปธรรมแล้วผู้สอนสามารถเริ่ม วางแผนการจัดการเรียนรู้ได้ โดยอาจตั้งคําถามดังต่อไปนี้
  1. ความรู้และทักษะอะไรจะช่วยให้นักเรียนมีความสามารถตามจุดหมายที่กําหนดไว้ 
  2. กิจกรรมอะไรจะช่วยพัฒนานักเรียนไปสู่จุดหมายดังกล่าว 
  3. สื่อการสอนจึงจะเหมาะสมสําหรับกิจกรรมการเรียนรู้ข้างต้น 
  4. การออกแบบโดยรวมสอดคล้องและลงตัวหรือไม่

S: แบบประเมินอิงมาตรฐาน


บทที่ 3 วิเคราะห์ภาระงาน
S: แบบประเมินอิงมาตรฐาน การประเมินคุณภาพการเรียนอิงมาตรฐาน โดยใช้แนวคิดพื้นฐานโครงสร้างการสังเกตผลการเรียนรู้ มากำหนดระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการตรวจสอบคุณภาพการเรียนรู้ รวมถึงมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก
รายการประเมิน

(4)

(3)

 (2)

(1)
1.  S : กำหนดจุดหมายการเรียนรู้
/
2. T : วิเคราะห์ภาระงาน
/
3.  U : การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล
/
4. D : การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล
/
5. I : การบูรณาการความรู้
/
รวม


การกำหนดคุณภาพตามแนวคิด SOLO Taxonomy
SOLO 0          ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ไม่สำเร็จ พลาด ล้มเหลว
SOLO 1          ระบุ บอกชื่อ ปฏิบัติตามขั้นตอนง่าย ๆ   
 (เชิงปริมาณ)          
SOLO 2          รวมกัน อธิบาย บรรยาย ยกตัวอย่าง เชื่อมโยง  
(เชิงปริมาณ)          
SOLO 3          วิเคราะห์ ประยุกต์ อธิบายเหตุผล แสดง     
ความสัมพันธ์   (เชิงคุณภาพ)
SOLO 4          สร้างสรรค์ สรุปอ้างอิง ตั้งสมมติฐาน สะท้อน

1. U : การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล ได้ SOLO 4  สร้างสรรค์ สรุปอ้างอิง ตั้งสมมติฐาน สะท้อน
2. D : การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล ได้ SOLO 4 สร้างสรรค์ สรุปอ้างอิง ตั้งสมมติฐาน สะท้อน
3. I : การบูรณาการความรู้ ได้ SOLO 4  สร้างสรรค์ สรุปอ้างอิง ตั้งสมมติฐาน สะท้อน
4. D : การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล SOLO 3  วิเคราะห์ ประยุกต์ อธิบายเหตุผล แสดง   
5. I : การบูรณาการความรู้ ได้ SOLO 4 สร้างสรรค์ สรุปอ้างอิง ตั้งสมมติฐาน สะท้อน




E : การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน


บทที่ 3 วิเคราะห์ภาระงาน
E : การประเมินเพื่อปรับปรุงการสอน การประเมินการเรียนของตนเอง โดยกำหนดค่าคะแนนจากการวิเคราะห์การประเมินการเรียนรู้ด้านความรู้ของบลูม การประเมินตามสภาพจริงและการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน เป็นการตรวจสอบการบรรลุจุดหมายการเรียนรู้
รายละเอียดการประเมิน
1
2
3
4
5
1. U : การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล



/

2. D : การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล




/
3. I : การบูรณาการความรู้


/


รวม
12

ระดับเกณฑ์การประเมิน
ระดับ 5 หมายถึง ดีเยี่ยม
ระดับ 4 หมายถึง ดีมาก
ระดับ 3 หมายถึง ดี
ระดับ 2 หมายถึง พอใช้
ระดับ 1 หมายถึง ปรับปรุง

เกณฑ์ของบลูม
ระดับมาก ได้คะแนนร้อยละ 80 ขึ้นไป
ระดับปานกลาง ได้คะแนนร้อยละ 60-79
ระดับพอใช้ ได้คะแนนน้อยกว่าร้อยละ 60

1. U : การออกแบบการเรียนการสอนที่เป็นสากล ได้ 4 คะแนน
2. D : การเรียนรู้จากสื่อดิจิทัล ได้ 5 คะแนน
3. I : การบูรณาการความรู้ ได้ 3 คะแนน
ดังนั้น 4+5+3 = 12
คิดเป็นร้อยละ ได้ร้อยละ 80 อยู่ในเกณฑ์การประเมินของบลูม คือระดับมาก